วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

       
       สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เสด็จพระราชสมภพ ณ เมืองพิษณุโลก เมื่อปีเถาะ พุทธศักราช2098  พระองค์ เป็นพระราชโอรสใน สมเด็จพระมหาธรรมราชา และพระวิสุทธิกษัตรีราชธิดาใน             
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์  และสมเด็จพระศรีสุริโยทัย  ดังนั้น  พระองค์จึงมีพระชาติ ทั้งราชวงศ์พระร่วงแห่ง กรุงสุโขทัย ทางพระราชบิดา และราชวงศ์อยุธยาทางพระราชมารดา 

       
       ขณะยังทรงพระเยาว์ มีพระนามว่า  "พระองค์ดำ"  พระองค์ทรงมีพระพี่นาง พระนามว่า
 "พระสุวรรณเทวี"หรือ "พระสุพรรณกัลยา"และพระน้องยาเธอ พระนามว่า สมเด็จพระเอกาทศรถ  "พระองค์ขาว"
       ภายหลังเสียกรุงศรีอยุธยา ไทย (ไม่น่าจะหมายถึงชาติไทย น่าจะหมายความแค่กรุงศรีอยุธยา)
ตกเป็นของพม่า พระเจ้าบุเรงนองยกเอาขุนพิเรนทรเทพขึ้นครองราชย์ ทรงพระนามพระมหาธรรมราชา
       ในปี พ.ศ. 2112 ภายใต้กำลังทหารสัก 3,000-4,000 คน ที่พระเจ้าบุเรงนองทิ้งเอาไว้ พระเจ้าบุเรงนองพำนักในกรุงศรีอยุธยาหลังเสร็จศึกนานถึงราว 3 เดือน ก่อนที่จะยกไปตี (ล้างแค้น) ลาว หรือพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ยกทัพมาช่วยไทยรบพม่า พระมหาธรรมราชา ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์พระองค์ที่  21 แห่ง กรุงศรีอยุธยาครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นการ  “กลับมา”  
ของราชวงศ์พระร่วง หรือราชวงศ์สุโขทัย(ซึ่งขณะนี้อาณาจักรสุโขทัยเสื่อมอำนาจแล้ว และไม่มีกษัตริย์ปกครองแล้ว) หลักฐานหลายทางกล่าวแทบจะตรงกันว่า พระมหาธรรมราชา ได้ยกธิดาองค์โตนามพระอินทรเทวี  (โดยที่รู้จักกันทั่วไปกลับเรียกพระสุพรรณกัลยา)  ให้แก่บุเรงนองตั้งแต่ก่อนเสียกรุงศรีอยุธยา คือตั้งแต่ พ.ศ. 2109  ภายหลังบุเรงนอง
ถูกพระเจ้านันทบุเรง  พระโอรสยึดอำนาจขึ้นครองราชย์ พระอินทรเทวี ก็จึงตกเป็นพระสนมของพระเจ้านันทบุเรงส่วนในบรรดาเชลยไทย ที่พม่ากวาดต้อนไปประเทศเขา พร้อมทรัพย์สินมีค่าทั้งปวงนั้น
มีตัวประกันสำคัญคือพระนเรศวรในวัย 9 พระชันษา รวมอยู่ด้วย ส่วนพระอนุชา
คือพระเอกาทศรถ
วัย 8 ชันษา  พม่าคงให้อยู่กับพระราชบิดา  เพราะเห็นยังเยาว์นัก
พระองค์ได้ประทับอยู่ที่หงสาวดีถึง 6 ปี เมื่อพระชันษาได้ 15 ปี จึงได้เสด็จกลับกรุงศรีอยุธยา เพื่อช่วยราชการพระบิดา รับพระราชภารกิจบ้านเมือง โดยได้เสด็จ ขึ้นไปครองเมืองพิษณุโลกและสมเด็จพระมหาธรรมราชาได้ถวาย "พระสุพรรณกัลยา" พระราชธิดาพระองค์ใหญ่เป็นองค์ประกัน
แทนใน พ.ศ. 2118
ขณะทรงพระเยาว์และในระหว่างที่พระองค์ ประทับอยู่ที่กรุงหงสาวดี
ก็ได้ทรงศึกษาวิชา ศิลปศาสตร์และวิชา พิชัยสงคราม ทรงนิยมในวิชา การรบ ทัพจับศึก พระองค์ทรงมีโอกาสศึกษา  ทั้งภายในราชสำนักไทย  และราชสำนักพม่า มอญ และได้ทราบ ยุทธวิธี ของชาติต่างๆ ที่มารวมกันอยู่ในกรุงหงสาวดี เป็นอย่างดี ทรงนำหลักวิชามาประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับเหตุการณ์ และสภาพแวดล้อมได้เป็นเลิศ 




       ดังเห็นได้จากการสงครามทุกครั้งของพระองค์ ยุทธวิธีที่ทรงใช้ เช่น การใช้คนจำนวนน้อยเอา
ชนะคนจำนวนมาก และยุทธวิธี เดินเส้นใน พระองค์ทรงนำมาใช้ก่อนจอมทัพที่เลื่องชื่อในยุโรปนอกจากนั้น หลักการสงครามที่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน เช่น การดำรงความมุ่งหมายหลักการรุก การออมกำลัง และการรวมกำลัง  การดำเนินกลยุทธ เอกภาพในการ บังคับบัญชาการระวังป้องกัน การจู่โจม หลักความง่าย ฯลฯ พระองค์ก็ทรงนำมาใช้อย่างเชี่ยวชาญ และประสบผลสำเร็จอย่างงดงามมาโดยตลอด







21 ความคิดเห็น:

  1. ว้าวววว ได้ความรู้เยอะเลยอะ อิอิ^^

    ตอบลบ
  2. พึ่งรู้นะเนี่ยว่าสมเด็จพระนเรศเก่งขนาดนี้ เนื้อหาดีคร่ะ

    ตอบลบ
  3. โอ้ๆๆๆซึ้งมากอ่ะคร้า คุนน้องตาลคร้า ฮ้าๆๆ

    ตอบลบ
  4. แบบว่าอารมณ์อินกับประวัติศาสตร์มากอะ55

    ตอบลบ
  5. โอ้เข้าใจประวัติศาสตร์มากขึ้นเลยจร้าา^^

    ตอบลบ
  6. โหยเพิ่งดูหนังมาเมื่อวาน ทราบซึ้งมากเรย ^____^

    ตอบลบ
  7. องค์ดำกล้ามเป็นมัดๆเรยอะ^_^

    ตอบลบ
  8. ทำให้เรามีแผ่นดินอยู่ทำวันนี้

    ตอบลบ
  9. มีความรู้เพิ่มขึ้นเยอะเลย

    ตอบลบ
  10. มีความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์เพิ่มขึ้นอีก

    ตอบลบ
  11. พระนเรศวรทรงมีพระปรีชาสามารถมากค๊ะ

    ตอบลบ
  12. เนื้อหาและรายละเอียดดีมากเลยครับ
    ตามกระแสหรือป่าวครับเนี้ย อิอิ

    ตอบลบ
  13. 555กระแสกำลังแรงค๊ะเราตามติดสะหน่อย^_^

    ตอบลบ
  14. แหมๆๆๆๆๆๆ ไปดูมาน้ำตาไหลนิ ได้ข่าว อิอิ เนื้อหาสาระ ดีมากเลย ได้ความรุ้เพิ่มด้วย

    ตอบลบ
  15. ไม่ระบุชื่อ24 สิงหาคม 2554 เวลา 07:33

    เรื่องนี้เราก็สนใจเหมือนกันนะ ' ขอบคุณนะคะสำหรับความรู้เพิ่มเติม ^^

    ตอบลบ
  16. พระนเรศวรทรงสู้ศึกหลายศึกมากค๊ะท่านทรงมีพระปรีชาสามารถมาก^_^

    ตอบลบ